อนาคตของการโฆษณาออนไลน์ = integrated ad?
เป็นบล็อกของนักลงทุนใน silicon valley ชื่อ Mark Suster เขียนถึงรูปแบบของการโฆษณาบนเน็ตไว้อย่างน่าสนใจ ต้นฉบับอยู่ที่ The Future of Advertising will be Integrated
ไอเดียแบบสรุป ๆ ก็คือ nature ของการใช้เว็บและเน็ต ทำให้คน “เพิกเฉย” กับโฆษณาแบบแบนเนอร์ ทำให้การโฆษณาออนไลน์ต้องคิดใหม่ทำใหม่ โดยพยายามหนีจาก “แบนเนอร์” ซึ่งมีฐานคิดมาจากโฆษณาแบบเก่าใน นสพ/ทีวี (เป้าหมายคือ “สร้างการรู้จัก-ความคุ้นเคยต่อแบรนด์” ในระยะยาว) เปลี่ยนมาเป็นการใช้โฆษณาเพื่อตอบสนองผู้ใช้ในระยะสั้นมากขึ้น เช่น ขายของลดราคาตรงๆ เพื่อให้ตัดสินใจซื้อหรือเข้าเว็บในตอนนั้นเลย ผู้ใช้ไม่ต้องจดจำมากนักว่าเป็นแบรนด์อะไร มีอะไรดี
Suster ยกภาพนี้มาแสดง ผมว่าน่าสนใจดี เอามาจากสมาคมโฆษณาของสหรัฐ (IAB) คือบอกว่า “เป้าหมาย” ของการโฆษณาบนสื่อต่างๆ คืออะไร จะเห็นว่าของอินเทอร์เน็ต ก้อนสีเขียวใหญ่มาก เน้นไปที่ intent หรือความตั้งในการซื้อของหรือเข้าเว็บ
ภาพถัดไปเป็นสถิติอีกชุดที่สนับสนุนกัน
ภาพนี้บอกว่า ภาพรวมของวงการโฆษณา เน้นไปที่แบรนด์มากกว่า แต่พอโฟกัสเฉพาะออนไลน์ สัดส่วนกลับไปอยู่ที่ Direct Response หรือ Intent สูงกว่ามาก
(ข้อมูลทั้งสองชุดนี้ ก็อธิบายได้ว่าทำไมกูเกิลถึงทำเงินกับ AdWords ได้เยอะ เนื่องจากมันเป็นเรื่องของ Direct Response/Intent นั่นเอง)
ทีนี้มาถึงแนวคิดของ Suster ว่าอนาคตของโฆษณาควรเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่าโฆษณาแบบ banner ที่แยกตัวเองจากเนื้อหานั้นไม่เวิร์ค เพราะคนไม่สนใจ ดังนั้นโฆษณาในอนาคตควรจะ integrated ตัวเองเข้ากับ content ให้มากขึ้น เช่น
- Text: การให้ “เซเล็บ” ช่วยโฆษณาผลิตภัณฑ์ใน “stream” ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงเนื้อหาบนเว็บ (advertorial) หรือ twitter stream (promoted tweet) อะไรทำนองนี้ เป็นการตลาดโดยใช้ influencer แบบเดิมๆ แต่เปลี่ยนมาเป็นสื่อใหม่ อย่างไรก็ตาม ต้องมีการ QC คุณภาพด้วย เช่น ไม่โปรโมทมากเกินไป
ประเด็นที่น่าสนใจคือ Suster บอกว่า พอเป็น social media มันจะมี feedback loop จากผู้ใช้มาคานอำนาจกลับด้วย เช่น ถ้า twt นี้โฆษณามากเกิน ก็ unfollow เสีย ทำนองนี้ - Image: เขายกกรณีของ GumGum ซึ่งเป็นเครือข่ายโฆษณาที่เขาลงทุนอยู่ด้วย ตัวอย่างการโฆษณาบนภาพแบบ integrated ก็คือเพิ่มชั้นของโฆษณา “ที่มีความหมาย” (meaningful ad layer) ลงไปบนภาพ ซึ่ง Suster บอกว่าอัตราการคลิก (CTR) สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า ดูตัวอย่างน่าจะพอนึกออก

- Games: กรณีสุดท้ายของ integrated ad ที่ Suster ยกมาคือ Angry Birds Rio ซึ่งเขาบอกว่าเป็นการโฆษณาแฝงแบบที่ชาญฉลาดมาก และได้ผลกลับมาดีกว่าการวางแบนเนอร์ไว้ในเกมมาก
ความเห็น
ในฐานะที่เป็นเจ้าของ content เองก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง คือ advertiser สนใจซื้อ advertorial มากกว่า banner (ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าคนไม่ดู banner แต่อ่านเนื้อหา) ซึ่งตรงนี้ในฐานะ content owner (ไม่ใช่ advertiser) ก็ต้องพยายาม balance ระหว่างรายได้กับมาตรฐานของเนื้อหา ซึ่งเป็นปัญหาที่ content owner ทุกรายน่าจะต้องเจอหมด (โดยเฉพาะรายใหญ่ที่เป็น content farm ดูโพสต์ The AOL Way)
ในฐานะที่เป็นผู้ใช้เน็ตคนหนึ่ง ก็ต้องบอกว่าทิศทางนี้ของ advertiser น่ากลัวมาก คือ ต่อไปโฆษณามันจะแฝงไปทุกแห่งหน แยกแยะได้ยากมากมาย (และการใช้พวก AdBlock Plus ก็แทบไม่มีผลแล้ว) คล้ายๆ กับโฆษณาแฝงในทีวีตอนนี้
ตลาดโฆษณาออนไลน์สหรัฐ Q2 2010
IDC เผยสถิติอุตสาหกรรมโฆษณาของสหรัฐอเมริกา ประจำไตรมาสที่ 2/2010

Growth กลับมาเป็น 15% หลังจากร่วงไปนาน

อันนี้ revenue ตัวเลข
ที่มา – TechCrunch
Future of Content? ยาฮูกำลังปรับตัวจาก Aggregator เป็น Content Producer
Jimmy Pitaro (Media Vice President) จากยาฮู ให้สัมภาษณ์กับ Forbes
สรุปว่า Yahoo! ซึ่งเป็น portal รายใหญ่ของโลก (อันนี้คงเน้นเฉพาะตลาด us) จากเดิมใช้วิธี aggregate เนื้อหาจากที่อื่น (เช่น AFP) มาแสดงบนหน้าเว็บ และทำเงินจากค่าโฆษณาของคนที่เข้ามาอ่านข่าวใน portal (ซึ่งเป็นโมเดลมาตรฐานของ portal เดิม) แต่ตอนนี้ portal เริ่มลดความสำคัญลง เพราะคนแชร์ลิงก์ข่าวใน FB/Twitter ทำให้ Yahoo! ต้องปรับตัวใหม่
ยุทธศาสตร์ที่ Yahoo! ใช้คือสร้างเนื้อหาของตัวเอง โดยจ้าง news editor/blogger มาเขียนเนื้อหาสำหรับเรื่องฮิตๆ เช่น กีฬา บันเทิง ข่าว ฯลฯ เพื่อสร้าง originality ของตัวเอง และเปิดโอกาสให้โฆษณาเข้าได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบนเนอร์หรือโฆษณาผ่านเนื้อหา
ทิศทางนี้ไปในทางเดียวกับ AOL และ Demand Media
ยอดโฆษณาออนไลน์โลก ไตรมาส 2 ลด 7%
ตัวเลขจาก IDC บอกว่ายอดขายโฆษณาออนไลน์ทั่วโลก ของไตรมาสที่ 2 ปี 2009 ลดลง 7% จากเดิม 6.6 พันล้าน เหลือ 6.2 พันล้าน
- เฉพาะในสหรัฐ ถ้าเป็นแบนเนอร์โฆษณา ลด 12% ส่วนประกาศขายสินค้า (classify) ลด 17% อันที่ลดน้อยสุดคือ search ad
- ยอดโฆษณาของบริษัท agency ส่วนมากลดลงเป็นเลขสองหลัก (ยกเว้น Google ลดเป็นเลขหลักเดียว)
- แย่สุดคือ Monster.com (หางาน) ลด 31%
- คาดว่าสถานการณ์ใน 3Q09 จะยิ่งแย่กว่าเดิม
- ภูมิภาคที่ยอดโฆษณาไม่ลดคือ Asia Pacific และญี่ปุ่น
ที่มา – IDC, BusinessWeek
[Privacy] Affect from Online Privacy Bill
อีกไม่นานนี้เราจะได้เห็นการพูดเรื่อง online privacy เพิ่มขึ้นอีกมาก (ตอนนี้ก็มากอยู่แล้วแต่ยังไม่พอ) และที่จะเห็นตามมาคือความพยายาม regulate ด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัว
ในสหรัฐก็เพิ่งเริ่มพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ไอเดียหนึ่งของ Online Privacy Bill คือ บังคับให้ 3rd party cookie เลิกเก็บข้อมูลส่วนตัว (เช่น Google Analytics ที่ฝังอยู่ตามเว็บอื่นๆ ก็จะเก็บว่าผู้ใช้กดลิงก์อะไรบ้างไม่ได้แล้ว) แต่ยังยอมให้ 1st party cookie ทำได้อยู่ (เช่น Amazon เก็บว่าเราค้นหนังสืออะไร แล้วไปเลือกหนังสือที่เราน่าจะสนใจมาแสดงใน Recommendation)
ถ้ากฎนี้ออกมาจริง จะทำให้ “ภูมิทัศน์” ของ Online Ad เปลี่ยนไป ระบบที่ต้องพึ่ง cookie จะอยู่ยาก ส่วนระบบที่ไม่ต้องพึ่ง cookie อย่าง AdWords จะไม่โดนกระทบ และน่าจะกลายเป็นเจ้าตลาดโดยสมบูรณ์
ที่มา – BusinessWeek
อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญอันดับ 2-3 ในการ “ตัดสินใจซื้อ” ของผู้บริโภค
Nielsen สำรวจสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง โดยสำรวจจากผู้บริโภค 25,000 คนใน 50 ประเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผลก็คือ
- คำแนะนำจากคนรู้จัก ยังเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 90%
- แต่ออนไลน์ก็มาแรง อันดับสอง ความเห็นจากผู้บริโภคคนอื่นที่โพสต์บนเน็ต ได้คะแนน 70% เท่ากับเว็บไซต์ของแบรนด์สินค้านั้นๆ
- โฆษณาออนไลน์กลับมีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าน้อยกว่าที่คิดมาก ไม่ว่าจะเป็น Text Ad ใน Search Engine (41%), Video Ad (37%) และ Banner Ad (33%) ที่น่าสนใจคือ Banner Ad มีคะแนนต่ำกว่า Video Ad เสียอีก

ที่มา - Nielsen


จะเห็นว่า
2 comments