แบบสอบถามเรื่อง “อนาคตของอินเทอร์เน็ต ปี 2020″
เครือข่ายพลเมืองเน็ต ร่วมกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.), มูลนิธิหนังไทย และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจัยอนาคตของสื่อหลายแขนงในประเทศไทย ระหว่างปี 2010-2020 ว่าจะมีลักษณะอย่างไร ใต้โครงการ “จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020” โดยได้รับการสนับสนุน Heinrich Böll Foundation (HBF)
ที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วดังนี้
- ภาพแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
- วิดีโอแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ
- เวทีความรู้สาธารณะ – ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และจินตนาการ วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภาพถ่าย) (สไลด์นำเสนอของวิทยากร)
การวิจัยเพื่อหาอนาคตของสื่ออินเทอร์เน็ตปี 2020 ใช้วิธีจัด focus group ของตัวแทนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและผู้เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ต ผสมกับการใช้แบบสอบถามเพื่อรวบรวมความคิดเห็นของ “ผู้ใช้เน็ต” โดยตรงว่า มองอนาคตของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ทางเครือข่ายพลเมืองเน็ตจึงขอเชิญชวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุกท่าน ร่วมตอบแบบสอบถาม เพื่อเป็นข้อมูลในการวิจัยต่อไป
(ช่วยส่งต่อแบบสอบถามไปยังเพื่อนผู้ใช้เน็ตคนอื่นๆ ด้วย URL สั้น http://bit.ly/netfuture) ขอบคุณผู้ตอบแบบสอบถามทุกท่านสำหรับความเห็น
ผลการวิจัย (ของสื่อทุกแขนง) จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงปลายปี 2552 ครับ
[Pew] อินเทอร์เน็ตจะเป็นยังไงต่อไป?
ผลสำรวจแบบสั้นๆ ของ PEW Internet Life โดยอันนี้เป็นการถามผู้เข้าร่วมสัมมนา Internet Governance Forum 2007 มีคนตอบ 206 คน รายงานผลสำรวจออกมาเมื่อเดือนสิงหาคม 2008
Internet Bill of Rights
ประเด็นว่าควรมีคำประกาศรับรองสิทธิ (Bill of Rights) สำหรับอินเทอร์เน็ตหรือไม่ 66% เห็นว่าควรมีคำประกาศหรือปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเสรีภาพด้านอินเทอร์เน็ตในระดับโลก
ในคำประกาศนี้ควรมีอะไรบ้าง?
- เสรีภาพของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (freedom of information) เห็นด้วย 76%
- เสรีภาพในการแสดงออกออนไลน์ (freedom of expression) 75%
- สิทธิ์ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียม (the right of people to have affordable access)
ประเด็นอื่นๆ
- 59% มองว่า รัฐบาลไม่ควรมีสิทธิ์ควบคุมเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตที่คนในประเทศเข้าถึงได้
- 47% มองว่า รัฐบาลไม่สามารถควบคุมอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากธรรมชาติของอินเทอร์เน็ตที่ไร้พรมแดน
Open Net / Internet for Everyone
- 77% บอกว่า อินเทอร์เน็ตต้องเปิดกว้างและเป็นกลาง (open and neutral) เท่านั้น จึงจะแก้ปัญหา digital divide ได้
- 51% เห็นว่า ปัญหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (internet access) สามารถแก้ไขได้
- 78% มองว่า ราคาเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้คนยังใช้เน็ตไม่เยอะเท่าที่ควร
- 38% มองว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของ internet governance คือการพัฒนาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
- (1.9 จากคะแนนเต็ม 4) บอกว่า ภาคธุรกิจควรแก้ปัญหาโดยออกแพกเกจเน็ตราคาถูกให้คนจนใช้งาน เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
- อันดับสองคือ รัฐบาลควรเข้ามาลงทุนสร้างอินเทอร์เน็ตราคาถูก, อันดับสาม ตั้งกองทุนอินเทอร์เน็ตระดับโลก และตั้งบริษัทอินเทอร์เน็ตราคาถูก, อันดับสี่ เก็บภาษีจากคนใช้เน็ตมาตั้งองค์กรแก้ปัญหา
- 47% บอกว่ากลไกตลาดจะช่วยแก้ปัญหาเน็ตแพงได้ดีกว่าการออกกฎระเบียบ
- 66% เห็นด้วยว่าภาคธุรกิจ ISP ควรออกแพกเกจเน็ตพื้นฐานราคาถูก
Internet Owner
- 47% บอกว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของอินเทอร์เน็ต
- 36% บอกว่าอินเทอร์เน็ตมีจุดศูนย์กลางอำนาจ
- (ใน 36% ของข้อที่แล้ว) 65% บอกว่าศูนย์กลางคือสหรัฐ ส่วน 22% บอกว่าศูนย์กลางคือประเทศตะวันตกทั้งหมด
- 45% บอกว่า ICANN ไม่มีประสิทธิภาพ และควรปรับปรุงให้เปิดกว้าง+เป็นกลางกว่านี้
Benefit of Internet
- 75% ไม่เห็นด้วยกับคำว่า อินเทอร์เน็ตไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้
- 74% ไม่เห็นด้วยกับคำว่า อินเทอร์เน็ตไม่ช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุข (health care)
ปัญหาของอินเทอร์เน็ตในอนาคต
- ผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ผูกขาดธุรกิจ จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องพึ่งพาบริษัทเหล่านี้ และทำให้บริษัทเหล่านี้มีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายของประเทศ
- ต้องสร้างอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยจากสแปม ภาพอนาจารเด็ก ปัญหาข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล
- 65% มองว่ายังไงเสีย ฝั่งผู้กำกับนโยบายก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นจริงไม่ทันอยู่ดี
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ Pew และที่โครงการ Imagining the Internet
อินเทอร์เน็ตมีความสำคัญอันดับ 2-3 ในการ “ตัดสินใจซื้อ” ของผู้บริโภค
Nielsen สำรวจสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง โดยสำรวจจากผู้บริโภค 25,000 คนใน 50 ประเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ต ผลก็คือ
- คำแนะนำจากคนรู้จัก ยังเป็นอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 90%
- แต่ออนไลน์ก็มาแรง อันดับสอง ความเห็นจากผู้บริโภคคนอื่นที่โพสต์บนเน็ต ได้คะแนน 70% เท่ากับเว็บไซต์ของแบรนด์สินค้านั้นๆ
- โฆษณาออนไลน์กลับมีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าน้อยกว่าที่คิดมาก ไม่ว่าจะเป็น Text Ad ใน Search Engine (41%), Video Ad (37%) และ Banner Ad (33%) ที่น่าสนใจคือ Banner Ad มีคะแนนต่ำกว่า Video Ad เสียอีก

ที่มา - Nielsen

leave a comment